2005/Dec/22

วันนี้ได้เรื่องใหม่เกี่ยวกับเรื่องของคำทั้งห้า (ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นบางมหาวิทยาลัยจาเรียกว่าโซตัส)มา ว่าในความเปนจริงนั้นคำทั้งห้า(เราขอไม่เรียกโซตัสน่ะไม่ชอบคำนี้ ชอบว่าคำทั้งห้ามากว่า เเล้วนิสิตจุฬาก้อไม่เหนด้วยกับคำว่าโซตัส)มีความหมายลึกซึ้งเพียงใด เพียงเเต่สิ่งที่รุ่นพี่บางคนได้ทำในห้องเชียร์กลับเปนสิ่งที่ส่งผลยังเกิดความเสียหายต่อความหมายเเละสิ่งที่ดีงามของคำทั้ง 5


กว่าจะเป็นคำขวัญทั้งห้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[ สวัสดิ์ จงกล : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

ถ้าศึกษาให้ละเอียดจะพบว่าบุคคลหรือสถาบันจะมีหลักการดำรงชีวิตส่วนตน หรือการดำเนินของสถาบัน หากเป็นบุคคลผู้มีวุฒิและประสบการณ์มากขึ้นเพียงใด หลักการประจำชีวิตก็จะยิ่งละเอียดรอบคอบ มั่นคงมากยิ่งขึ้น สถาบันยิ่งเก่าแก่เท่าใดหลักการดำเนินงานของสถาบันจะยิ่งละเอียดมั่นคงมากเช่นกัน หากสถาบันนั้นมีขนาดและขอบเขตการดำเนินกว้างใหญ่ หลักการจะมีมากขึ้น ที่มีการบัญญัติมากขึ้นก็เพื่อความคงอยู่และวัฒนาถาวรของสถาบันนั้น

ผู้เขียนไม่เห็นด้วยที่ชาวจุฬาฯ จะใช้ SOTUS ในสถาบันของเรา (ช่ายเราก้อไม่เหนด้วยเหมือนกันเพราะว่ามันไม่ใช่เเบบของจุฬาฯ)เพราะเป็นคำย่อมาจากคำขวัญทั้งห้าประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งมีวิวัฒนาการสืบทอดยาวนานมาครบหนึ่งศตวรรษแล้ว SOTUS เป็นคำย่อซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง(อยากรู้จังว่ามหาวิทยาลัยอารายเนี่ย มหาวิทยาลัย...)ดัดแปลงไปจากคำขวัญประจำมหาวิทยาลัยของเรา เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนั้นใช้วิธีการที่ รุนแรง และจริงจังเกินพอดีทำให้คำนี้มีความหมายเชิงล ชาวจุฬาฯ (ส่วนหนึ่ง) ซึ่งไม่สนใจอดีตของเราอาจจะมองเห็นว่า SOTUS คืออย่างเดียวกับคำขวัญทั้งห้าของเราและไม่ชอบคำนี้ จึงวิจารณ์ไปในทางลบและไม่รับคำนี้ ทั้ง ๆ ที่คำขวัญทั้งห้ามีส่วนหล่อหลอมบรรพจุฬาฯ ให้มีเอกลักษณ์ที่ดีงาม

เมื่อครั้งเป็นน้องใหม่ ผู้เขียนจำได้ว่าพวกเราได้รับการปลูกฝังให้ค่อย ๆ เข้าใจ ซึมซับ และถ่ายทอดสืบต่อมากันตลอดมา ใหม่ ๆ ก็งง หวั่นหวาดอยู่บ้าง แต่ก็ค่อย ๆ เข้าใจเจตนาดีของพี่ ๆ และอาจารย์ จนคำขวัญเหล่านี้อยู่ในสมองหรือเส้นเลือดของพวกเราอย่างไม่รู้ตัว ครั้งกระโน้นคำขวัญ ที่พี่ ๆ ติดให้น้อง ๆ เห็นไม่ได้เรียงอย่างที่ย่อเป็น SOTUS แต่มักจะเป็น SENIORITY, TRADITION, SPIRIT, ORDER และ UNITY หรือใช้คำว่า อาวุโส ประเพณี น้ำใจ ระเบียบ และ สามัคคี กล่าวอีกนัยหนึ่งการคิดให้เห็นหรือพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกจะไม่มีกฎตายตัวว่าจะเรียงเหมือนคำย่อ SOTUS เมื่อศึกษาความเป็นมาของจุฬาฯ แล้ว ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า สามัคคี เป็นคำขวัญที่สถาบันอบรมขัดเกลาพวกเราก่อนคำอื่น เพราะสามัคคีเป็นคำสำคัญของสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน โรงเรียนมหาดเล็ก และโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้เป็นคำขวัญหรือปณิธาน หรืออุดมการณ์ประจำสถาบัน เพราะได้ใช้คาถาภาษาบาลีว่า สพ.เพส' ส'ฆภูตาน' สามคคี วุทฒิ สาธิกา ติดอยู่คู่กับชื่อสถาบันเป็นประจำ โอวาทของผู้อำนวยการสำนักหรือผู้บัญชาการโรงเรียนจะอ้างปณิธานหรืออุดมการณ์นี้ ในการอบรมขัดเกลาศิษย์อยู่บ่อยมากเพราะคาถาที่ประดิษฐานอยู่ใต้อาร์มประจำแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นปณิธานหรืออุดมการณ์ที่ผู้บริหาร อาจารย์และนักเรียนทุกคนเคารพเทอดทูนและปฏิบัติอย่างจริงจัง และเป็นหนึ่งในสามข้อของวัตถุประสงค์ของสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือนและโรงเรียนมหาดเล็ก ข้อความนั้นคือ ให้มีความรักใคร่สามัคคีในหมู่นักเรียนด้วยกัน เพื่อช่วยเชิดชูนามของโรงเรียนให้เป็นสำนักดี
ทำไม สามัคคี จึงเป็นคำขวัญที่สำคัญยิ่งของบรรพจุฬาฯ ก็เพราะคาถานี้มีความสำคัญต่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงของเรายิ่งนัก หากท่านย้อนศึกษาพระราชประวัติเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติใหม่ ๆ และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของเราจะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดข้าราชบริพาร และข้าราชการ ตลอดจนทวยราษฎร์ผู้ถวายความจงรักภักดีจะไม่สำนึกถึงความสำคัญของ ความสามัคคี

ประเพณี เป็นคำที่ปรากฏบ่อยรองลงมาในวิวัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ก็เพราะสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนและโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งเป็นรากเหง้าของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้ราชประเพณี ประเพณีปฏิบัติของมหาดเล็ก ประเพณีซึ่งสถาบันและนักเรียนรุ่นพี่ริเริ่มและดำเนินด้วยดีเป็นเวลานาน ที่เห็นชัดอย่างหนึ่งคือ ประเพณีจัดงานแสดงความยินดี และอำลาอาลัยสำหรับนักเรียนผู้จบการศึกษาจากโรงเรียน กล่าวคือ ผู้แทนอาจารย์กล่าวยกย่องศิษย์ผู้สำเร็จการศึกษาและออกไปรับราชการ นักเรียนหรือผู้แทนนักเรียน (กรณีจบหลายคน) กล่าวขอบคุณและอำลาอาจารย์โรงเรียนและน้อง ๆ ปิดท้ายรายการด้วยโอวาทและคำอำนวยพรของผู้อำนวยการหรือผู้บัญชาการโรงเรียน (เมื่อเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ) ประเพณีนี้สืบทอดตลอดมาจนกลายเป็นงานฉลองบัณฑิตของนิสิตปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการจัดต่างไปจากเดิมตามความเหมาะสมของกาลสมัย

อาวุโส เป็นคำขวัญที่น่าจะมาเป็นอันดับสามทั้งนี้ก็เพราะบรรพสถาบันทั้งสองของชาวจุฬาฯ ต้องเรียนวิชาสามัญ เรื่องเกี่ยวกับราชสำนัก ประเพณีปฏิบัติของระบบข้าราชการพลเรือน ประเพณีของมหาดเล็ก การปกครอง กฎหมาย การตำรวจ และการทหาร ทั้งนี้เนื่องจากส่วนใหญ่ของผู้จบการศึกษาจากสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือนหรือโรงเรียนมหาดเล็ก มักจะเป็นมหาดเล็กหรือทหารมหาดเล็กหรือข้าราชการฝ่ายปกครองในกระทรวงมหาดไทย นักเรียนสมัยนั้นมีเครื่องแบบพระราชทานสำหรับนักเรียนโรงเรียนในราชสำนัก เมื่อแต่งเครื่องแบบปกติขาวหรือเครื่องแบบครึ่งยศหรือเครื่องแบบเต็มยศ นักเรียนชั้นปีที่ 2 กับปีที่ 3 ต้องคาดกระบี่ การเรียนวิชาการตำรวจ การทหารและการปกครองจำเป็นต้องมีระบบอาวุโส ยิ่งกว่านั้นระบบการทำงานในราชสำนัก หน่วยราชการฝ่ายปกครองกรมทหารมหาดเล็กซึ่งเป็นนักเรียนออกไปปฏิบัติราชการล้วนแต่มีระบบอาวุโส ที่สำคัญยิ่งคือโรงเรียนมหาดเล็กได้กำหนดให้มีระบบนักเรียนปกครองกันเอง ด้วยการแต่งตั้งดรุณาณัติ ซึ่งมีลักษณะคล้ายระบบ perfect ของอังกฤษ (เริ่มใช้เมื่อ 23 กันยายน 2445) ระบบนี้คณะนักเรียนเป็นผู้เลือกนักเรียนอาวุโสผู้เรียนดี และประพฤติดี มีความรู้ ความสามารถ ทำหน้าที่ช่วยครูในการสั่งสอนและดูแลนักเรียน เป็นผู้กล่าวตักเตือนนักเรียนแทนครู ดังนั้นระบบอาวุโสจึงเป็นมรดกสืบทอดมาจนถึงโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วินัย น่าจะเป็นปณิธานที่ใช้ในการอบรมบ่มเพาะนักเรียน สำนักฝึกหัดวิชาฝ่ายข้าราชการพลเรือนและโรงเรียนมหาดเล็กมากเนื่องจากจุดประสงค์ 2 ข้อของสำนักและโรงเรียนกำหนดไว้ว่า ข้อ 1 ฝึกหัดให้นักเรียนมีความจงรักภักดีและความใกล้ชิดต่อเบื้องยุคลบาท และข้อ 2 ให้เป็นผู้มีความรักเป็นผู้ดี เป็นผู้มีความองอาจ อดทนต่อความยากลำบาก การที่บุคคลจะมีคุณสมบัติดังกล่าวทั้งสองข้อนี้ได้ก็จะต้องเป็นผู้มีวินัยเป็นพื้นฐานของอุปนิสัยที่สำคัญยิ่ง นอกจากนั้นวินัยยังมีส่วนเกื้อหนุนอย่างสำคัญยิ่งต่อความสามัคคี เพราะในปณิธานซึ่งสืบเนื่องจากคาถาใต้อาร์มแผ่นดิน แปลเป็นไทยว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่เหล่า ยังกิจการทั้งปวงให้สำเร็จ นอกจากนี้วินัยยังมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาและปฏิบัติตามประเพณีซึ่งสืบเนื่องให้คงอยู่และวัฒนาถาวรต่อไปได้อีกด้วย

น้ำใจ เป็นคุณธรรมและวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของคนไทยทุกยุคทุกสมัย คำสั่งสอนของญาติผู้ใหญ่ให้ลูกหลานมีหลักในการดำรงชีวิตด้วย เรือนสาม น้ำสี่ น้ำใจ เป็นน้ำหนึ่งในหลักการดังกล่าว น้ำใจจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจและวิถีปฏิบัติในวัฒนธรรมไทย น้ำใจมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างความผูกพัน ความรัก ความเคารพนับถือ ความสามัคคี การให้อภัย ความช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน นักเรียนสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนและโรงเรียนมหาดเล็กได้รับการอบรบสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ให้ปฏิบัติตามปณิธานของสำนักและโรงเรียน นักเรียนได้รับความรัก ความเมตตา ความเอาใจใส่ ความช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อต่อกันระหว่างนักเรียนรุ่นพี่รุ่นน้อง ระบบการเรียนการสอนที่นักเรียนทุกคนจะต้องฝึก วิชาลูกผู้ชาย ซึ่งต้องไปฝึกกับตำรวจและทหาร การฝึกภาคสนามสำหรับวิชาปกครอง ณ ที่ว่าการมณฑล จังหวัด อำเภอ การเรียนด้วยกัน การอยู่กินนอนเมื่อฝึกภาคสนามล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างความรักความผูกพันต่อกัน เมื่อสำนักและโรงเรียนอบรม บ่มเพาะด้วยปณิธานของโรงเรียนที่มี สามัคคี ประเพณี อาวุโส วินัย และน้ำใจ ก็ยิ่งทำให้น้ำใจได้รับการปลูกฝังให้นักเรียนจากสำนักและโรงเรียนนี้มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ แล้วเกือบทั้งหมด (เว้นนักเรียนโรงเรียนรัฏฐประศาสนศาสตร์ระหว่างเรียนที่วังหลวง) ต้องอยู่หอพักที่วังวินด์เซอร์ที่ปทุมวัน และที่หอพักโรงพยาบาลศิริราชสำหรับนักเรียนที่โรงเรียนราชแพทยาลัยหรือคณะแพทยศาสตร์ ความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างนักเรียนจึงมีมาก จากการศึกษาเอกสารประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะพบว่าในอดีต น้ำใจ และต่อมามักพูดกันว่า spirit นั้นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยามีอยู่อย่างเข้มข้นตลอดมา หากจะกล่าวว่านิสิตจุฬาฯ เป็นผู้ใช้และเผยแพร่ คำว่า spirit คงไม่ผิดเพราะเป็นคำสำคัญของการทำให้นิสิตเป็น ชาวจุฬาฯ ได้อย่างดียิ่ง
เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการของคำขวัญทั้งห้าประจำมหาวิทยาลัยของเรา ขอยกตัวอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วกลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมา รวมทั้งเสนอความเป็นมาของกิจกรรมหรือข้อกำหนดบางอย่างตามคำขวัญประจำมหาวิทยาลัย ดังเช่นการกำหนดให้น้องใหม่หญิงสวมถุงเท้าขาว รองเท้าขาว เมื่อ พ.ศ. 2492 คนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนภายนอกมองว่าเป็นการบังคับและไม่ให้เสรีภาพแก่น้องใหม่ บางคนมองไปว่า เอาอีกแล้ว นิสิตจุฬาฯ ฟุ่มเฟือย...อยากอวดว่าข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ ต้องทำอะไรแปลกไปกว่าคนอื่น เรื่องจริงก็คือ นิสิตรุ่นพี่เห็นว่า เมื่อ พ.ศ.2491 อันเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยเปิดสอบคัดเลือก (สมัยนั้นมหาวิทยาลัยจัดสอบคัดเลือกเอง) รับผู้จบมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ ปรากฏว่านิสิตใหม่ที่ไม่ได้มาจากโรงเรียนสหศึกษา (ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวคือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเเห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ปรับตัวเองได้ไม่ดี จึงสอบตกออก (retire) กันมาก จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและดูเหมือนจะเป็นแห่งเดียวที่มีการสอบแก้ตัว สอบตก และตกออก นิสิตรุ่นพี่จึงคิดหามาตรการป้องกันสภาพไม่พึงประสงค์นั้น การที่มีสัญลักษณ์แสดงความเป็นน้องใหม่ทำให้นิสิตรุ่นพี่ช่วยน้องใหม่ได้มากเช่น จวนสอบกลางปี (mid year) หรือสอบปลายภาคแล้ว น้องใหม่ยังไปเที่ยวเตร่ ดูหนัง ดูละคร เล่นกันสนุกสนานไม่ดูหนังสือเตรียมสอบ ก็จะมีนิสิตรุ่นพี่คอยเตือน บางครั้งน้องใหม่ถูกน้องใหม่ด้วยกันหรือรุ่นพี่ ตามตื้อ เมื่อดูอากัปกิริยาว่าน้องใหม่ ไม่เล่นด้วย ก็จะถูกรุ่นพี่เตือนไม่ให้รบกวนน้องใหม่ สมัยนั้นนิสิตรุ่นน้องนับถือเกรงใจรุ่นพี่ พี่ ๆ ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดีมี เมตตา กรุณาต่อน้อง ๆ การให้ยืมตำราเรียนหรือแม้สมุดจดเล็คเชอร์ การ ติว ก็มีพี่ ๆ คอยช่วยเหลือแนะนำ ความเป็นพี่น้องจึงอบอุ่นใกล้ชิด น้อง ๆ จึงไม่เห็นว่าระบบอาวุโสเป็นเรื่องน่ากลัว ยิ่งเวลาออกไปทัศนศึกษาหัวเมืองจะมีนิสิตเก่าต้อนรับอย่างดี ความเป็นพี่น้องชาวจุฬาฯ จึงแน่นแฟ้นมั่นคง ถุงเท้าขาว รองเท้าขาว จึงอยู่กับจุฬาฯ
หากจะยกตัวอย่างประกอบบทความนี้ก็จะทำให้เป็นบทความที่ยาวมาก ขอเสนอสรุปสาระของที่มาและความสำคัญของคำขวัญทั้งห้าของจุฬาฯ ว่าเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นพระบรมราชูปถัมภกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารและครูบาอาจารย์บัญญัติขึ้นด้วยความเมตตากรุณา นิสิตรุ่นพี่กำหนดไว้ด้วยความรักและปรารถนาดี อาจกล่าวได้ว่าหลักการ และการปฏิบัติซึ่งสืบทอดยาวนานมาจนถึงปัจจุบันล้วนมีเหตุผลและความสำคัญเป็นพื้นฐานของหลักการและการปฏิบัติ หากขาดเหตุผลและไม่มีความสำคัญก็คงจะอยู่ยืนนานไม่ได้ ดังนั้นชาวจุฬาฯ จึงควรศึกษา เหตุผล ความสำคัญ และความเป็นมาของคำขวัญทั้งห้าของเรา ปฏิบัติด้วยความเข้าใจเพื่อจรรโลงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้สมกับคำประกาศพระบรมราชโองการประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอันยิ่งใหญ่และถาวร...จะอยู่คู่เมืองไทยไม่มีวันเสื่อมสูญ


ในด้านของเราเองเราคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เเย่เกินไปสำหรับ 5 คำเหล่านี้ เพียงเเต่คนที่เอาความหมายของคำทั้ง 5 ไปเเปลงเปนสิ่งที่ปฏิบัตินั้นไม่ได้ศึกษาความหมายเเละความสำคัญของมันอย่างถ่องเเท้ ทำให้เกิดเรื่องบางเรื่องขึ้นมา หลักการของคำทั้ง 5 นั้นไม่จำเปนต้องขึ้นกับเพียงห้องเชียร์ ถ้าเราควรรู้ว่าทำยังไงก้อดีพอเเล้วเเล้วเราก้อเปนคนนึงที่ไม่สนับสนุนเรื่องของห้องเชียร์ที่มีการว๊ากด้วย เราคิดว่าน่าจาเปนการทำกิจกรรมร่วมกันจนความรู้สึกที่ดีของคำทั้ง 5 นั้นไหลเข้าไปในหัวจายของผู้ที่ทำกิจกรรมจาดีกว่า

อ่ะบทฉารุปก้อคือ "ควรมีห้องเชียร์ให้ซ้อมเชียร์เจงๆๆเเต่ไม่ควรมีการว๊าก เเต่เปลี่ยนเปนการสร้างความสัมพันธ์พี่ๆๆสอนน้องดีฟ่าน่ะ"

อ่าวันเน้ก้อเขียนเรื่องที่อาจจาดูเครียดน่ะคัฟ เเต่ว่าอยากเขียนในอีกมุมมองนึงในการมองความหมายของคำทั้งห้า เเล้วก้อจาใกล้คริสต์มาสเเล้ว ใครอวยพรอารายไว้ก้อขอให้ได้น่ะคร้าฟ รวมทั้งให้เพื่อนรักษาสุขภาพด้วยน่ะคับ ช่วงนี้กำลังอากาศเยนมากเลยหล่ะ

Comment

Comment:

Tweet


เชื่อมั้ย ชอบว๊ากไม่ชอบว๊าก มันเกี่ยวกับประสปการ์ณจริงๆ
ปกติคนที่เคยโดนว๊ากมา ก็จะโดนสั่งสอนมาจากรุ่นพี่ที่มันว๊ากๆอะ ว่ามันจำเป็นนะ ต้องทำ ต้องว๊าก อย่างนู้นอย่างนี้ ทำเพื่อให้รักกันนะ
แล้วมันก็ทำอย่างนั้นต่อๆกันไป


แต่สำหรับเรา เราผ่านชีวิตมหาลัยแบบที่ไม่มีการว๊ากมา
คือมหาลัยเรามีห้องเชียร์ มีซ้อมเชียร์ แต่ไม่มีการว๊าก เป็นการเข้าเชียร์ด้วยความสมัครใจ
คือนักศึกษามีสำนึกกันเอง แล้วก็อยากร้องเพลงมหาลัยเป็น เพราะภูมิใจในมหาลัยตัวเอง ก็เลยเข้ากัน
มีการสร้างแรงจูงใจให้เข้าเชียร์ด้วยการเอาหลีดไปเต้นให้ดูบ้าง อะไรอย่างนั้น

ขอบอกว่า....สำหรับคนที่ผ่านชีวิตมหาลัยแบบไม่มีการว๊ากมานั้น
ก็รู้สึกว่า การว๊ากหรือการใช้ความรุนแรง พูดจาทำร้ายจิตใจกันนั้น มันช่างไม่จำเป็นเอาซะเลย
มหาลัยเราก็รักกันดี รุ่นพี่รุ่นน้องก็รักกันดี
เราว่าการว๊ากนั้นไม่ได้จำเป็นเลย
และเรารู้สึกว่า ถ้าคนมันมีสำนึกดีกันพอ คุยกันดีๆมันก็เข้าใจเด้อ ไม่ต้องมาตะคอกก็ได้
#4 by * Night Wanderer * At 2005-12-23 01:35,
มาแล้วฮธหลังจากหายไปนานอ่า อ่านแล้ว ยังงงอ่ะ ช่างเหอะคับ ยังงัย ไปนอนก่อนะคร้าบ ZZZ
#3 by MAMORU66 At 2005-12-22 23:54,
ที่จริงเกษตรโหดก็แค่บางคณะ ไม่ใช่ทุกคณะหรอกครับ จุฬาก็เหมือนกัน (พอดีเคยผ่านมาทั้ง 2 ที่)
แล้ว SOTUS ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้ง 2 ที่เหมือนกันครับ

ก่อนเข้าเรื่องขอแย้งเจ้าของบล็อกนิดนึง
เเล้วนิสิตจุฬาก้อไม่เหนด้วยกับคำว่าโซตัส <= ไม่จริงมั้งครับ ผมเห็นรุ่นพี่สั่งให้รุ่นน้องท่องความหมายกันแทบเป็นแทบตาย เหอะๆ

SOTUS = อาวุโส ประเพณี น้ำใจ ระเบียบ และ สามัคคี ผมว่าความหมายจริงๆมันดีนะครับ
.......แต่ที่เจอกันในปัจจุบันกลายเป็น
อาวุโส - เจอรุ่นพี่แล้วต้องทำไง ทำไมไม่ไหว้
ประเพณี - ห้องเชียร์เป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่ดีจริงก็คงเลิกกันไปนานแล้ว
น้ำใจ - พวกเพื่อนคุณที่ไม่เข้าเป็นพวกเห็นแก่ตัว
ระเบียบ - ยุกยิกกันเข้าไป ยืนตรงๆไม่เป็นหรือไง
สามัคคี - ถ้าคุณไม่ทำ เพื่อนคุณซวย

ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากห้องเชียร์ผมคิดว่าก็คงต้องแล้วแต่คน เช่น
บางคนบอกได้อะไรมากมาย ซึ้ง
บางคนบอกได้เสียเวลาเปล่า ไร้สาระสิ้นดี

จริงๆผมก็ไม่ได้อยากจะล้มล้างห้องเชียร์อะไรหรอกนะ เพราะคิดว่าคนที่ชอบก็คงยังมีอยู่ แต่อยากให้จัดกันเฉพาะคนที่ชอบ คนที่เต็มใจเข้าร่วม ไม่ใช่มาบังคับว่าทุกคนต้องเข้า (ทั้งทางตรงและทางอ้อม พวกที่ชอบกดดันน้องว่าถ้าเข้าไม่ครบจะโดนลงโทษ โดนตัดรุ่น ฯลฯ นี่ก็รวมด้วย ไม่ต้องอ้างว่าไม่ได้บังคับ เหอะๆ)
#2 by SRP At 2005-12-22 22:00,
เราก็เป็นหนึ่งคนนะ ที่ถูกปลูกฝังให้เข้าใจในคำว่า SOTUS ถึงแม้เราจะอยู่ม.เกษตรก็เถอะ บางคนอาจจะมองว่ามหาลัยของเรารับน้องโหด ว๊ากกันแรง แต่ขอให้เชื่อเถอะ ที่ต้องมีพี่ว๊าก เพราะพวกเราทำงานกันช้าเอง ก่อนที่จะโทษคนอื่น จงมองตัวเราเองก่อนเสมอ
#1 by SweetPuff At 2005-12-22 21:25,

pingkykung
View full profile